Skip Global Navigation to Main Content
  •  
Skip Breadcrumb Navigation
 
แฮดลี่ย์ ลูกสาวกงสุลใหญ่ซูซาน สตีเวนสันถ่ายภาพที่ชายหาด โดยมีครอบครัวชาวเอเชียเดินอยู่ด้านหลัง

แฮดลี่ย์ ลูกสาวกงสุลใหญ่ซูซาน สตีเวนสันถ่ายภาพที่ชายหาด โดยมีครอบครัวชาวเอเชียเดินอยู่ด้านหลัง

แฮดลี่ย์ ลูกสาวกงสุลใหญ่ซูซาน สตีเวนสันถ่ายภาพที่ชายหาด โดยมีครอบครัวชาวเอเชียเดินอยู่ด้านหลัง

กงสุลใหญ่ซูซาน สตีเวนสัน และลูก ๆ ที่กริฟฟินพาร์คบริเวณด้านหน้าป้ายฮอลลีวู้ด

CG’s Corner
18 กรกฎาคม 2554

สัปดาห์นี้ ดิฉันและครอบครัวไปเที่ยวลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนียกัน   ดิฉันได้ยินมาว่าถ้าออกจากกรุงเทพฯ แล้ว ลอสแอนเจลิสนับเป็นเมืองที่มีคนไทยอาศัยอยู่มากที่สุด  เราได้ยินคนพูดภาษาไทยกันบนท้องถนนด้วย  นอกจากนี้ เรายังได้ยินคนพูดภาษาจีนกลาง  ภาษาเกาหลี ภาษาสเปน  ภาษาฝรั่งเศส และอีกหลายภาษาในเมืองนานาชาติแห่งนี้  ร้านค้าที่อยู่หัวมุมถนนถัดจากโรงแรมที่เราพักมีตัวหนังสือญี่ปุ่นเขียนอยู่ที่ด้านนอก

เมืองลอสแอนเจลิส ก็เหมือนกับแคลิฟอร์เนียที่เคยเป็นอาณานิคมของสเปน และยังคงมีจำนวนประชากรกลุ่มใหญ่ที่พูดภาษาสเปน   เราขับรถไปทางถนนซีเนก้าบูละวาร์ด หรือถนนโมนิก้าบูละวาร์ดบ่อย ๆ และเห็นร้านค้าจำนวนมากในละแวกนั้นที่มีชื่อเป็นภาษาสเปน  ดิฉันเรียนภาษาสเปนหลายปีก่อนเมื่อครั้งที่ต้องไปทำงานที่ประเทศเม็กซิโก และก็พบว่าเป็นภาษาที่ใช้ประโยชน์ได้มากในประเทศสหรัฐอเมริกา ไม่เพียงแต่ที่แอล.เอ. นี้เท่านั้น
 
ลูก ๆ ของดิฉัน ซึ่งเติบโตและอาศัยอยู่ในเอเชียเป็นส่วนใหญ่ รู้สึกสบายใจที่ได้พบเห็นคนเอเชียจำนวนมากที่นี่   พวกเขาถามว่าทำไมถึงมีคนเอเชียอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก  ดิฉันบอกเค้าว่าเพราะชายฝั่งตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ใกล้กับทวีปเอเชีย   เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งย้ายมาตั้งรกรากที่นี่ ครอบครัวและเพื่อน ๆ ก็อยากจะตามมาด้วย ทำให้มีจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น  และประเทศสหรัฐอเมริกาก็ยินดีต้อนรับทุกคนเสมอ  เราเคยมีกฎหมายที่เรียกว่า “กฏหมายกีดกันชาวจีน” เพื่อป้องกันไม่ให้ประชากรชาวจีนซึ่งเริ่มเข้ามาในช่วงศตวรรษที่ 19 เพื่อเป็นแรงงานสร้างทางรถไฟมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น  กฎหมายนี้เป็นกฎหมายสหพันธ์รัฐซึ่งเริ่มบังคับใช้ในปี ค.ศ. 1882  และคาดว่าจะมีผลบังคับประมาณ 10 ปี แต่กลับไม่มีการยกเลิกจนกระทั่งปี ค.ศ. 1943    ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2  คนอเมริกันเชื้อสายญี่ปุ่นถูกส่งไปอยู่ในค่ายกักกันด้วยความหวาดกลัวและไม่รู้เรื่องราวใดๆ    ในช่วงต้น ค.ศ. 1990 ชุมชนชาวเกาหลีถูกโจมตีเนื่องจากวัฒนธรรมปฏิบัติที่ไม่มีพิษมีภัยของตน เช่นการวางเงินทอนบนเคาน์เตอร์แทนที่จะวางในมือของลูกค้า และการจ้างคนในครอบครัวทำงานในร้านค้าของตน เมื่อชุมชนชาวแอฟริกันอเมริกันเดินขบวนประท้วงการไม่เอาโทษตำรวจผิวขาวที่รุมตีคนผิวดำคนหนึ่ง ชาวเกาหลีก็กลายเป็นเป้าในการประท้วงนี้ทันที

  Follow Susan Stevenson on Twitter

ทุกวันนี้เมื่อเดินไปตามถนนในเมืองลอสแอนเจลิส เราจะเห็นชุมชนผู้อพยพที่แตกต่างกันเหล่านี้ผสมผสานกันอย่างน่าสนใจ  ชาวกัมพูชาและชาวซาลวาดอร์ทำงานร่วมกันอย่างแข็งขัน  ไม่มีใครรู้สึกแปลกแยกเพราะทุกคนเป็นอย่างนั้น  เราสามารถเข้าใจได้ว่าทำไมประเทศสหรัฐอเมริกาจึงยังคงเป็นดินแดนแห่งโอกาส เพราะทุกคนสามารถเป็นคนอเมริกันได้ ไม่ว่าเขาจะมีเชื้อชาติหรือนับถือศาสนาใด  บางครั้งลูก ๆ ของดิฉันบ่นว่าการอยู่ในเอเชียทำให้พวกเขารู้สึกแตกต่างจากคนในท้องถิ่น  แต่จากการไปเที่ยวที่ลอสแอนเจลิส (และก่อนหน้านั้นที่ชิคาโก) ได้ทำให้เขาเห็นว่า วัฒนธรรมทั้งหลายที่ดูแตกต่างจากพวกเขา เช่น ไทย จีน หรือเม็กซิกันนั้น  ที่แท้แล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมอเมริกันด้วย  อเมริกาไม่ใช้ดินแดนของชาวโปรแตสแตนท์แองโกล-แซกชั่นผิวขาวเช่นผู้ก่อตั้งประเทศของเราอีกต่อไป   ความเป็นจริงคือ ชาวผิวขาวจะกลายเป็นชนกลุ่มน้อยของประเทศในช่วงกลางศตวรรษนี้   และในครัวของคนอเมริกันขณะนี้มีซัลซ่ามากว่าซอสมะเขือเทศเสียอีก  ความหลากหลายเหล่านี้เป็นเรื่องที่ดี  ทำให้วัฒนธรรมอเมริกันมีความอุดมขึ้น และหวังว่าจะทำให้เรามีความอดทนและใจกว้างกว่าบรรพชนของเรา

การเดินทางไปเที่ยวลอสแอนเจลิสครั้งนี้เป็นสิ่งเตือนใจเราที่ดี ถึงความหลากหลายของสังคมอเมริกันและความสำคัญของความหลากหลายนี้  ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าสังคมอเมริกันไม่ใช้หม้อที่ตุ๋นทุกอย่างรวมกัน แต่เป็นสลัดผักชามใหญ่ ซึ่งรวมวัฒนธรรมที่แตกต่างทั้งหลายคลุกเคล้าเข้าด้วยกัน